ข้อมูลการก่อสร้างและการเปลี่ยนแปลงอาคาร

การก่อสร้างใหม่และการเปลี่ยนแปลงอาคารบ้านเรือนต่างๆให้แข็งแรงคงทนมากยิ่งขึ้น

rainbow

รู้เท่าทันกฎหมายในการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร

ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำอย่างเช่นทุกวันนี้ ทำให้คนที่คิดจะซื้อบ้านสักหลัง ก็คงจะซื้อได้แค่บ้านทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ 18 ตารางวา หรือไม่ก็บ้านเดี่ยวชั้นเดียวสัก 40-50 ตารางวาแถวชานเมืองก็หรูแล้ว ลำพังการอยู่กันสองคนผัวเมียก็พอไหว แต่พอมีลูกเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ก็พ่อตาแม่ยายมาอยู่ด้วย ปัญหาก็เกิดขึ้นเพราะบ้านเล็กคับแคบเกินไปเสียแล้วจำเป็นต้องขยับขยาย ทีนี้ก็จ้างช่างมาต่อเติมกันตามใจชอบอย่างที่เห็นกันทั่วไป แต่นั่น … อาจติดคุกได้นะครับ เพราะตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ 2522 ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคาร

กฎหมายควบคุมอาคาร กำหนดว่าผู้ใดจะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานก่อน โดยการยื่นคำขออนุญาต แบบแปลน และเอกสารประกอบตามกฎหมาย

“ดัดแปลง” หมายความว่า เปลี่ยนแปลง ต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ ของโครงสร้างของอาคารหรือส่วนต่างๆของอาคารซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม และมิใช่การซ่อมแซม ถ้าหากเป็นการ”ซ่อมแซม” ซึ่งหมายความว่า ซ่อมหรือเปลี่ยนส่วนต่างๆของอาคารให้คงสภาพเดิมก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน แต่มีบางคนแกล้งสับสนระหว่างคำว่า “ซ่อมแซม” กับคำว่า “ต่อเติม” จึงมักจะอ้างหน้าตาเฉยว่าเป็นการซ่อมแซม ทั้งๆที่เห็นอยู่ว่านั่นมันต่อเติมขยายใหญ่ขึ้นชัดๆ

การที่จะดูว่าอย่างไรที่ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ต้องดูจาก กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ 2528) ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ 2522 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ว่าอย่างไรจึงเข้าข่ายการดัดแปลง ต่อเติม หรือเป็นการรื้อถอนที่ต้องขออนุญาต และการกระทำใดที่ไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต คือ

การกระทำดังต่อไปนี้ ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร

1. การลด หรือการขยายเนื้อที่ของพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดให้มีพื้นที่น้อยลงหรือมากขึ้น รวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสา หรือคาน

2. การลดหรือการขยายเนื้อที่ของหลังคาให้มีเนื้อที่มากขึ้นรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร โดยไม่ลดหรือเพิ่มจำนวนเสา หรือคาน

3. การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ

4. การเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกินร้อยละสิบ

5. การเปลี่ยนแปลง การต่อเติม การเพิ่ม การลด หรือการขยายซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ของส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร ซึ่งไม่เป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกินร้อยละสิบ

ฉะนั้น การก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยมิได้รับอนุญาต จะมีผลดังนี้คือ

· เจ้าพนักงานมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าของ ลูกจ้างหรือบริวารระงับการกระทำดังกล่าวเสีย ถ้าเป็นกรณีที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ก็สั่งให้เจ้าของอาคารยื่นคำขออนุญาตหรือแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือถ้าเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ หรือเจ้าของอาคารไม่ยอมแก้ไขตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ก็จะถูกสั่งให้รื้อถอนอาคารนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนภายในเวลาที่กำหนด แต่ไม่น้อยกว่า 30 วัน

· ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และยังต้องถูกโทษปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

· ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน ให้ถือว่าเป็นการกระทำของเจ้าของ หรือผู้ครอบครองอาคาร(กรณีเป็นนิติบุคคลอาคารชุด) ผู้ดำเนินการ เว้นแต่บุคคลนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้อื่น

· ในกรณีที่นิติบุคคลทำความผิดตามกฎหมายควบคุมอาคาร ให้ถือว่ากรรมการหรือผู้จัดการทุกคนของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำผิดกับนิติบุคคลนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า การกระทำของนิติบุคคลนั้นได้กระทำโดยตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย

· ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับอาคาร ที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบกระเทือน เนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

นอกจากนี้ กฎหมายควบคุมอาคารยังกำหนดให้มีคณะกรรมการเปรียบเทียบคดี ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด เพื่อดำเนินการในความผิดจากการก่อสร้าง ดัดแปลง เคลื่อนย้ายอาคาร โดยไม่ได้รับอนุญาต หากพนักงานสอบสวนพบว่ามีการกระทำความผิดดังกล่าว ถ้าผู้กระทำความผิดยินยอมให้เปรียบเทียบปรับ ก็ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีภายใน 7 วัน ถ้าคณะกรรมการเปรียบเทียบคดีเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรถูกฟ้องร้องหรือได้รับโทษถึงจำคุก ก็ให้กำหนดค่าปรับ ถ้าผู้ต้องหายินยอมให้ปรับและได้ชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายใน 30 วัน ให้ถือว่าคดีเลิกกัน แต่ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมให้ปรับก็ให้ดำเนินคดีต่อไป

อาจจะมีบางคนแย้งว่า ตอนที่ตนซื้อบ้านต่อจากเจ้าของเดิมนั้น ได้มีการดัดแปลง ต่อเติมบ้านมาก่อนแล้ว กรณีนี้หากคนที่อ้างว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดสามารถพิสูจน์ได้จริง ก็อาจจะไม่ต้องรับผิดทางอาญา ไม่ต้องรับโทษจำคุกหรือปรับก็ตาม แต่กฎหมายควบคุมอาคารนั้น ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องปฏิบัติตาม ตราบใดที่การต่อเติมหรือดัดแปลงบ้านนั้นยังคงมีอยู่ ก็ต้องถือว่ายังมีการฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาคารตลอดมาครับ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งให้แก้ไขให้ถูกต้อง หรือให้รื้อถอน ถ้าไม่ดำเนินการตามคำสั่ง ก็ต้องมีความผิดอยู่ดี

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ทุกบ้านเขาก็มีการดัดแปลง ต่อเติมกันโดยพละการทั้งนั้น ไม่มากก็น้อย ไม่ต่อเติมตัวบ้านก็ต้องต่อเติมกันสาดออกไปบ้างล่ะ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ไม่มีปัญญามาดูแลไล่จับได้ทุกครัวเรือนหรอกครับ คงเพ่งเล็งแต่อาคารใหญ่ๆ หรือไม่ก็บ้านที่ต่อเติมชนิดแลดูท้าทายน่าเกลียดจนเกินไป จึงจะถูกดำเนินการ แต่ถ้าไม่อยากจะเกิดปัญหาที่อาจต้องติดคุกหรือถูกปรับตามกฎหมายควบคุมอาคาร ก็ควรจะไปยื่นขออนุญาตเสียให้ถูกต้องจะดีกว่า

การออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

ภัยแผ่นดินไหว เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่แน่นอนและมีความผันผวน

ทั้งยังไม่สามารถพยากรณ์การเกิดภัยแผ่นดินไหวได้แม่นยำด้วยศาสตร์ในปัจจุบัน การศึกษาแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวยังขาดรายละเอียด ดังนั้นการไม่ตั้งอยู่ในความประมาท โดยการออกแบบและก่อสร้างอาคารให้สามารถต้านทานภัยแผ่นดินไหวในระดับที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง กรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำมาตรฐานประกอบการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนจากภัยแผ่นดินไหวเพื่อเป็นเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียดการจัดรูปทรงของโครงสร้างให้มีเสถียรภาพและการจัดโครงสร้างทั้งระบบให้มีความเหนียว สามารถต้านทานภัยแผ่นดินไหวได้

ความเสียหายของอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆจากแผ่นดินไหวเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาซึ่งความสูญเสียได้อย่างมากมาย ดังนั้นการกำหนดข้อบังคับหรือมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อให้การก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความมั่นคงแข็งแรงสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้จึงเป็นมาตรการความปลอดภัยที่ถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดมาตรการหนึ่ง และสามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมได้โดยการออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว ซึ่งในปัจจุบันได้มีกฎหมายในลักษณะดังกล่าวอยู่แล้วฉบับหนึ่ง คือ กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550

บทเรียนสำคัญอีกประการหนึ่งจากแผ่นดินไหวต่างประเทศ

คือ อาคารที่มีรูปแบบและระบบโครงสร้างไม่ดีจะเสียหายได้มากกว่าอาคารที่มีระบบโครงสร้างถูกต้องตามหลักการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว ตัวอย่าง ระบบโครงสร้างที่เสียหายจาก แผ่นดินไหวได้ง่าย ได้แก่ อาคารที่มีลักษณะไม่สม่ำเสมอในแปลนที่มีเสาเล็กเกินไป หรือเสาประเภทเสาสั้น หรืออาคารที่มีการเปลี่ยนแปลงมากในระนาบดิ่ง เช่น มีชั้นที่อ่อนมากเมื่อเทียบกับชั้นถัดไป เป็นต้น อาคารที่มีลักษณะไม่ดีดังกล่าวเสียหาย ได้แม้ในแผ่นดินไหวไม่รุนแรงมากนัก

หลักการออกแบบโครงสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหวต้องคำนึงถึงระบบโครงสร้าง, การยึดชิ้นส่วนต่างๆ, การยึดโยงโครงสร้าง, ข้อต่อ และความเหนียวของโครงสร้างเป็นสำคัญ โดยโครงสร้างของอาคารต้านทานแผ่นดินไหวจะต้องมีรูปทรงที่ดี มีรูปทรงที่สมมาตร เพราะหากอาคารมีรูปทรงหรือโครงสร้างที่ไม่ดี แรงจากแผ่นดินไหวที่มากระทำต่อโครงสร้างจะทำให้อาคารได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก ลักษณะของอาคารที่มีระบบโครงสร้างที่ไม่ดี คือ ชั้นล่างมีพื้นที่เปิดโล่ง เป็น Soft Story และมีเสาสั้น ซึ่งพบว่าในประเทศไทยมีอาคารลักษณะดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอาคารโรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสาธารณะอื่นๆ ซึ่งควรได้รับการปรับปรุง แก้ไขให้มีโครงสร้างอาคารที่แข็งแรง

การเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลาของอาคารบ้านเรือน

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลา เช่นเดียวกับบ้านที่เราซื้อมาใหม่ หรืออยู่อาศัยมาพักหนึ่งแล้ว เรามักต้องการต่อเติมเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานหรือเปลี่ยนบรรยากาศของบ้าน หากปรับเปลี่ยนสุ่มสี่สุ่มห้าอาจมีความผิดตั้งแต่ถูกปรับจนถึงจำคุกได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น การก่อสร้างดัดแปลงใดๆ เราควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายไว้บ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายหลักในการควบคุมการก่อสร้างอาคารกำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็เป็นอันใช้ได้ ลองตรวจดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้านของเรากันก่อนดีกว่าครับ ว่าเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ

การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ข้อนี้หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่าโครงสร้างของอาคาร อาทิ เสา คาน ตงที่เป็นไม้ เป็นต้น หากโครงสร้างอาคารเหล่านี้มีอาการชำรุด เช่นปลวกขึ้น ทำให้ไม้ผุ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านั้นใหม่ การใช้ไม้เช่นเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมก็ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร แต่หากโครงสร้างเหล่านี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณเกิดเป็นสนิมผุกร่อน ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อนครับ แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด จำนวนเท่ากันก็ตาม

การเปลี่ยนส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกิน ร้อยละสิบ ข้อนี้หมายถึงส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น ที่เคยเป็นพื้นปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน หินแกรนิต อย่างนี้ก็ต้องคำนวณน้ำหนักดูด้วยว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่ ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่ม มากขึ้นตามไปด้วย อย่างนี้อันตราย

สาระน่ารู้ก่อนจะดัดแปลงและต่อเติมอาคาร

ดัดแปลงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงต่อเติม เพิ่ม ลด หรือขยายซึ่งลักษณะขอบเขตแบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ของโครงสร้างอาคารหรือส่วนต่างๆของอาคาร ซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิมดังนั้นไม่ว่าจะต่อเติมอาคารในลักษณะใด ก็คือการดัดแปลงตามกฎหมาย

เมื่อมีความประสงค์จะดัดแปลงบ้านแล้วจะต้องมีใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นถึงการดัดแปลงบ้านของทุกครั้งโดยจะต้องแจ้งชื่อของผู้รับผิดชอบและผู้ควบคุมงานในด้านต่างๆพร้อมทั้งแผนผังบริเวณ และแบบแปลนของบ้านที่จะดำเนินการดัดแปลงด้วย ในกรณีที่คได้ดำเนินการขอใบอนุญาตดัดแปลงถูกต้องตามกฎหมายแล้วส่วนมากจะเข้าใจกันว่าสามารถจะทำอย่างไรก็ได้โดยจะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามารื้อถอนได้แต่พอมีการเข้ามาตรวจสอบภายหลังหากการดัดแปลงอาคารมีลักษณะดังต่อไปนี้ถือว่าผิดกฎหมาย
1.รุกล้ำที่สาธารณะ
2.ฝ่าฝืนข้อกำหนดเรื่องระยะ หรือระดับระหว่างอาคารกับถนน ตรอก ซอย ทางเท้า หรือที่สาธารณะ
3.ดำเนินการในบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน และใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารชนิดใดหรือประเภทใดตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือกฎหมายอื่นๆ

ในกรณีที่ได้รับคำสั่งให้ระงับการดัดแปลง หรือให้ระงับการใช้อาคารและให้รื้อถอนอาคารไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็ตามต้องตรวจสอบในเรื่องต่อไปนี้
1.ในกรณีที่สามารถทำการแก้ไขให้ถูกต้องได้เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีคำสั่งให้ดำเนินการขออนุญาตเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่เห็นควร แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน
2.ในกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้หรือไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีคำสั่งให้ทำการรื้อถอนบ้านในส่วนที่ดัดแปลงทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน หากยังไม่ทำการรื้อถอนตามคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นก็มีอำนาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาลขอให้ศาลมีคำสั่งจับกุมและกักขังได้รวมทั้งดำเนินการโดยจะประกาศกำหนดการรื้อถอนไว้ในบริเวณนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน

ฉะนั้นแล้วควรให้ความสำคัญในเรื่องของการขออนุญาตดัดแปลงบ้าน รวมทั้งคำสั่งใดๆ ของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพราะหากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำคุกและปรับอีกด้วย

 

การก่อสร้าง และการเปลี่ยนแปลงอาคารอย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและกาลเวลา เช่นเดียวกับบ้านที่เราซื้อมาใหม่ หรืออยู่อาศัยมาพักหนึ่งแล้ว เรามักต้องการต่อเติมเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานหรือเปลี่ยนบรรยากาศของบ้าน หากปรับเปลี่ยนสุ่มสี่สุ่มห้าอาจมีความผิดตั้งแต่ถูกปรับจนถึงจำคุกได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าการดัดแปลงอาคารโดยมิได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น การก่อสร้างดัดแปลงใดๆ เราควรมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายไว้บ้าง ซึ่งตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายหลักในการควบคุมการก่อสร้างอาคารกำหนดให้ผู้ที่จะก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคารต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน หรือให้แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นพร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ ก็เป็นอันใช้ได้ ลองตรวจดูรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงต่อเติมบ้านของเรากันก่อนดีกว่าครับ ว่าเข้าข่ายเป็นการดัดแปลงอาคารหรือไม่ ซึ่งกฎหมายบอกว่าการกระทำดังต่อไปนี้ (ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11) ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร คือ

การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารโดยใช้วัสดุขนาด จำนวน และชนิดเดียวกับของเดิม เว้นแต่การเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ข้อนี้หมายถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่าโครงสร้างของอาคาร อาทิ เสา คาน ตงที่เป็นไม้ เป็นต้น หากโครงสร้างอาคารเหล่านี้มีอาการชำรุด เช่นปลวกขึ้น ทำให้ไม้ผุ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างเหล่านั้นใหม่ การใช้ไม้เช่นเดิม จำนวนและขนาดเท่าเดิมก็ไม่ถือเป็นการดัดแปลงอาคาร แต่หากโครงสร้างเหล่านี้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก คอนกรีตอัดแรง หรือเหล็กโครงสร้างรูปพรรณเกิดเป็นสนิมผุกร่อน ถ้าต้องเปลี่ยนใหม่ก็ต้องขออนุญาตก่อนครับ แม้จะใช้วัสดุอุปกรณ์ ขนาด จำนวนเท่ากันก็ตาม

การเปลี่ยนส่วนต่างๆของอาคารที่ไม่เป็นโครงสร้างของอาคาร โดยใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิมหรือวัสดุชนิดอื่น ซึ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมส่วนหนึ่งส่วนใดเกิน ร้อยละสิบ ข้อนี้หมายถึงส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้างอาคาร เช่น พื้น ผนัง เป็นต้น ที่เคยเป็นพื้นปาร์เก้ อยากเปลี่ยนเป็นพื้นหินอ่อน หินแกรนิต อย่างนี้ก็ต้องคำนวณน้ำหนักดูด้วยว่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเกินร้อยละสิบหรือไม่ ไม่เกินก็ไม่เป็นไร แต่หากเกินก็ต้องยื่นขออนุญาต ปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าคำนวณน้ำหนักด้วยตนเองไม่เป็น ก็ควรให้วิศวกรเป็นผู้คำนวณให้ เพราะหากน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากก็จะทำให้โครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักเพิ่ม มากขึ้นตามไปด้วย อย่างนี้อันตราย